งานสร้างสรรค์ของท่านสุนทรภู่
|
ประเภทนิราศ
|
| กลอน
นิราศ เป็นรูปแแบบกลอนของสุนทรภู่ โดยท่านได้นำเอาวิธีการของกลอนเพลงยาว
มาปรับปรุงเพิ่มเติมวิธีการบรรยายและพรรณนาสถานที่ที่ผ่านแล้วสอดแทรกบทคร่ำ
ครวญ อาลัยอาวรณ์ที่ต้องพลัดพรากจากมา เช่น |
| |
|
แสนอาลัยใจหายไม่วายห่วง |
| |
ดังศรศักดิ์ปักซ้ำระกำทรวง |
เสียดายดวงจันทราพงางาม |
| |
เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ |
แต่เดือนยี่นี่ก็ย่างเข้าเดือนสาม |
| หรือในนิราศเมืองแกลงที่สุนทรภู่ต้องจากแม่จันไปโดยมิได้ร่ำลาว่า |
| |
พี่จากไปได้แต่รักมาฝากน้อง |
มากกว่าของอื่นอื่นสักหมื่นแสน |
| |
พอเป็นค่าผ้าห่มที่ชมแทน |
อย่าเคืองแค้นเลยที่ฉันไม่ทันลา |
| เนื้อ
ความในนิราศจะยกเอาสถานที่ ภูมิประเทศ หรือเหตุการณ์
หรือแม้แต่พันธุ์ไม้ที่ได้พบเห็นแล้วพรรณนา
หรือบรรยายความรู้สึกถึงผู้ที่ท่านกำลัง มีจิตผูกพันอยู่ในขณะนั้น ด้วยลีลา
และสำนวนกลอนที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน เช่น |
| |
ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า |
พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี |
| |
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี |
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว |
| หรือในนิราศพระประธมซึ่งสุนทรภู่เขียนถึงแม่นิ่ม ภรรยาอีกคนของท่านซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยท่านพรรณนาความไว้ว่า |
| |
ถึงคลองขวางบางกรวยระทวยจิต |
ไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา |
| |
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา |
โอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี |
| |
แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราก |
จึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี |
| |
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้ |
เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา |
| จะ
เห็นได้ว่าวิธีการดังกล่าวนี้มีมากกว่าที่พบได้ในบทกลอนเพลงยาวหรือโคลง
นิราศที่มีมาก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นสิ่งที่เราจะพบได้อีกประการหนึ่งคือ
การที่สุนทรภู่กล่าวถึงภรรยาหรือคนรัก
ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งในด้านที่ก่อให้เกิดความเศร้าโศกทุกข์ยาก
หรือเป็นสุขนั้น ท่านได้มาจากเรื่องจริงๆของตัวท่านเองทั้งสิ้น
มิใช่เป็นเรื่องปรุงแต่ง
หรือสร้างขึ้นมาแต่อย่างใดดังนั้นเมื่อเราอ่านนิราศทุกเรื่องของท่าน
เราจึงได้ทราบชีวประวัติของท่านไปด้วย นี่คือความดีเด่น
ในด้านเนื้อหานอกจากจะแต่งกลอนด้วยความชำนาญเป็นพิเศษแล้ว
ยังแฝงไว้ด้วยคติข้อคิดสุภาษิตต่างๆ
ซึ่งท่านได้ยกมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่ผู้อ่านอย่างมากมาย เช่น |
| |
ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง |
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา |
| |
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา |
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าให้น่าอาย |
| และ |
| |
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ |
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต |
| |
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร |
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา |
| ลักษณะ
สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ สุนทรภู่ เป็นผู้ที่มีอารมณ์สนุก
บางเรื่องหรือบางเหตุการณ์ท่านได้หยิบยกขึ้นมาถ่ายทอด
เราในฐานะผู้อ่านคงจะอดอมยิ้มมิได้แน่ เช่น |
| |
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา |
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง |
| |
ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด |
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง |
| |
ทั้งผ้าห่มตาถี่เหมือนสีรุ้ง |
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็ออมลงกรอมดิน |
| |
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ |
เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล |
| |
นี่หากเห็นเป็นเด็กเหมือนเจ๊กจีน |
เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง |
| ดัง
นั้น นิราศ จึงเป็นผลงานในเชิงสร้างสรรค์ที่ทรงคุณค่า
ที่มีรูปแบบเฉพาะของท่าน ดังจะเห็นได้จากที่
ไม่มีกวีคนใดในรุ่นหลังที่จะสามารถแต่งกลอนนิราศได้ดีเท่าท่านสุนทรภู่แม้
แต่คนเดียว |
นิราศเมืองแกลง
|
| นิราศ
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของท่านสุนทรภู่ แต่งในปี พ.ศ.
๒๓๕๐เมื่อคราวเดินทางโดยเรือจากพระนคร
และไปขึ้นบกเดินทางด้วยเท้าต่อไปถึงเมืองแกลง
เพื่อไปเยี่ยมบิดาซึ่งบวชอยู่ที่ วัดบ้านกร่ำเมืองแกลง
(ในเขตจังหวัดระยองปัจจุบัน)นิราศเมืองแกลงนี้พรรณนาสภาพความเป็นไปหลาย
อย่างของกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ นอกจากนั้นยังจะบรรยาย
และพรรณนาถึงสภาพบ้านเมืองตามหัวเมืองแถบชลบุรี ระยอง
ทั้งยังแสดงประวัติชีวิตวัยหนุ่มอันเกี่ยวกับหญิงคนรักที่ชื่อ จัน
ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกไว้อย่างชัดเจน |
| นิราศ
เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของท่านสุนทรภู่ แต่งในปี พ.ศ.
๒๓๕๐เมื่อคราวเดินทางโดยเรือจากพระนคร
และไปขึ้นบกเดินทางด้วยเท้าต่อไปถึงเมืองแกลง
เพื่อไปเยี่ยมบิดาซึ่งบวชอยู่ที่ วัดบ้านกร่ำเมืองแกลง
(ในเขตจังหวัดระยองปัจจุบัน)นิราศเมืองแกลงนี้พรรณนาสภาพความเป็นไปหลาย
อย่างของกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ นอกจากนั้นยังจะบรรยาย
และพรรณนาถึงสภาพบ้านเมืองตามหัวเมืองแถบชลบุรี ระยอง
ทั้งยังแสดงประวัติชีวิตวัยหนุ่มอันเกี่ยวกับหญิงคนรักที่ชื่อ จัน
ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกไว้อย่างชัดเจน |
| |
ขอให้น้องครองสัตย์ปฏิญาณ |
ได้พบพานภายหน้าเหมือนอารมณ์ |
| |
พอควรคู่รู้รักประจักษ์จิต |
จะได้ชิดชื่นน้องประคองสม |
| |
ถึงต่างแดนแสนไกลไพรพนม |
ให้ลอยลมลงมาแอบแนบอุรา |
| |
อย่ารู้จักผลักพลิกทั้งหยิกข่วน แขนแต่รอยเล็บเจ็บหนักหนา |
แขนแต่รอยเล็บเจ็บหนักหนา |
| |
ให้แย้มยิ้มพริ้มพร้อมน้อมวิญญาณ์ |
แล้วก็อย่าขี้หึงตะบึงบอน |
| หรือในนิราศเมืองแกลงที่สุนทรภู่ต้องจากแม่จันไปโดยมิได้ร่ำลาว่า
|
| |
พี่จากไปได้แต่รักมาฝากน้อง |
มากกว่าของอื่นอื่นสักหมื่นแสน |
| |
พอเป็นค่าผ้าห่มที่ชมแทน |
อย่าเคืองแค้นเลยที่ฉันไม่ทันลา |
| เนื้อ
ความในนิราศจะยกเอาสถานที่ ภูมิประเทศ หรือเหตุการณ์
หรือแม้แต่พันธุ์ไม้ที่ได้พบเห็นแล้วพรรณนา
หรือบรรยายความรู้สึกถึงผู้ที่ท่านกำลัง มีจิตผูกพันอยู่ในขณะนั้น ด้วยลีลา
และสำนวนกลอนที่เป็นเอกลักษณ์ของท่าน เช่น |
| |
ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า |
พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี |
| |
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี |
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว |
| หรือในนิราศพระประธมซึ่งสุนทรภู่เขียนถึงแม่นิ่ม ภรรยาอีกคนของท่านซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว โดยท่านพรรณนาความไว้ว่า |
| |
ถึงคลองขวางบางกรวยระทวยจิต |
ไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา |
| |
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา |
โอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี |
| |
แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราก |
จึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี |
| |
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้ |
เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา |
| จะ
เห็นได้ว่าวิธีการดังกล่าวนี้มีมากกว่าที่พบได้ในบทกลอนเพลงยาวหรือโคลง
นิราศที่มีมาก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นสิ่งที่เราจะพบได้อีกประการหนึ่งคือ
การที่สุนทรภู่กล่าวถึงภรรยาหรือคนรัก
ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทั้งในด้านที่ก่อให้เกิดความเศร้าโศกทุกข์ยาก
หรือเป็นสุขนั้น ท่านได้มาจากเรื่องจริงๆของตัวท่านเองทั้งสิ้น
มิใช่เป็นเรื่องปรุงแต่ง
หรือสร้างขึ้นมาแต่อย่างใดดังนั้นเมื่อเราอ่านนิราศทุกเรื่องของท่าน
เราจึงได้ทราบชีวประวัติของท่านไปด้วย นี่คือความดีเด่น
ในด้านเนื้อหานอกจากจะแต่งกลอนด้วยความชำนาญเป็นพิเศษแล้ว
ยังแฝงไว้ด้วยคติข้อคิดสุภาษิตต่างๆ
ซึ่งท่านได้ยกมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่ผู้อ่านอย่างมากมาย เช่น |
| |
ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง |
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา |
| |
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา |
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าให้น่าอาย |
| และ |
| |
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ |
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต |
| |
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร |
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา |
| ลักษณะ
สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ สุนทรภู่ เป็นผู้ที่มีอารมณ์สนุก
บางเรื่องหรือบางเหตุการณ์ท่านได้หยิบยกขึ้นมาถ่ายทอด
เราในฐานะผู้อ่านคงจะอดอมยิ้มมิได้แน่ เช่น |
| |
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา |
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง |
| |
ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด |
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง |
| |
ทั้งผ้าห่มตาถี่เหมือนสีรุ้ง |
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็ออมลงกรอมดิน |
| |
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ |
เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล |
| |
นี่หากเห็นเป็นเด็กเหมือนเจ๊กจีน |
เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง |
| ดัง
นั้น นิราศ จึงเป็นผลงานในเชิงสร้างสรรค์ที่ทรงคุณค่า
ที่มีรูปแบบเฉพาะของท่าน ดังจะเห็นได้จากที่
ไม่มีกวีคนใดในรุ่นหลังที่จะสามารถแต่งกลอนนิราศได้ดีเท่าท่านสุนทรภู่แม้
แต่คนเดียว |
นิราศพระบาท
|
| นิราศ
เรื่องนี้แต่งขึ้นหลังจากนิราศเมืองแกลง
เล่าเรื่องการเดินทางตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ที่ผนวชเป็นพระ
และได้เสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท เมืองสระบุรี
ทำให้ผู้อ่านสามารถรู้เรื่องราวการไปทำบุญฉลองสมโภชพระพุทธบาท
อันเป็นประเพณีของพุทธศาสนิกชนในสมัยนั้นทั้งยังได้แสดงประวัติส่วนตัวของ
ผู้แต่งด้วยว่า
เมื่อได้แต่งงานกับแม่จันแล้วก็มักมีเรื่องระหองระแหงกันอยู่เสมอๆ
ขณะนั้นสุนทรภู่ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในพระภิกษุพระองค์เจ้าปฐมวงศ์
พระโอรสในกรมพระราชวังหลังสุนทรภู่เขียนนิราศเรื่องนี้ไว้อย่างดี การบรรยาย
และพรรณนาเด่นชัดทำให้เกิดภาพพจน์
ประกอบการใช้สำนวนเปรียบเทียบชัดเจนให้ความรู้สึกกินใจแก่ผู้อ่าน เช่น |
| |
กำแพงรอบคอบคูก็ดูลึก |
ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้ |
| |
ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย |
โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย |
| |
หรือธานินทร์สิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค |
ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย |
| |
เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย |
ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง |
| |
พี่ดูใจภายนอกออกหนักแน่น |
ดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง |
| |
ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง |
ชายทะลวงเข้ามาบ้างหรืออย่างไร |
นิราศภูเขาทอง
|
| นิราศ
เรื่องนี้ท่านแต่งในสมัยรัชกาลที่ ๓
ซึ่งถือได้ว่าเป็นตอนที่ชีวิตของท่านตกอับมาก และยังบวชเป็นพระ
ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นการบวชเพื่อหลบราชภัยที่สุนทรภู่เกรงว่าอาจจะมีมาถึง
ตัวท่านก็ได้ ทำให้ต้องพรรณนาความรู้สึกนึกคิดได้อย่างถึงแก่น
ประกอบกับความชำนาญในลีลาของกลอนที่มากขึ้นดังนั้นนิราศภูเขาทองนี้
จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดแม้ว่าจะมีความยาวไม่มาก
นัก คือ ๑๗๖
คำกลอนเท่านั้นนอกจากนั้นเนื้อหายังแตกต่างไปจากนิราศเรื่องอื่นๆ
เพราะไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ความพิศวาส
แต่จะพรรณนาถึงความจริงแท้ของชีวิตมนุษย์
โดยท่านยกเอาชีวิตของท่านเป็นตัวอย่าง
เพราะฉะนั้นนิราศภูเขาทองจึงเด่นด้วยปรัชญา ความคิดที่ลึกซึ้ง เช่น |
| |
ทั้งองค์ฐานรานร้าวถึงเก้าแฉก |
เผยอแยกยอดทรุดก็หลุดหัก |
| |
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก |
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น |
| |
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ |
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น |
| |
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น |
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น |
| หรืออีกตอนหนึ่งว่า |
| |
ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง |
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา |
| |
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา |
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าให้น่าอาย |
| |
ทำบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ |
พระสรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย |
| |
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย |
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป |
นิราศวัดเจ้าฟ้า
|
| นิราศ
เรื่องนี้แต่งขึ้นภายหลังนิราศภูเขาทอง
เนื่องจากว่าขณะนั้นท่านยังเป็นพระอยู่
การจะเขียนพร่ำพรรณนาถึงความรักในเชิงโลกียวิสัยหรือแม้แต่การที่ยังเกี่ยว
ข้องอยู่ด้วยอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆเป็นสิ่งอันไม่สมควรกับสมณเพศเช่นท่าน
ดังนั้นท่านจึงเลี่ยงเสียโดยใช้ชื่อของ หนูพัด ซึ่งเป็นเณรบุตรชายของท่าน
และได้ติดตามไปด้วยเป็นผู้แต่งขึ้น ถึงกระนั้นก็ดีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา
และวรรณคดีต่างก็ลงความเห็นเหมือนๆ กันว่า
เป็นสำนวนกลอนของท่านอยู่ดีนิราศวัดเจ้าฟ้านี้เป็นนิราศที่เล่าถึงเรื่องการ
เดินทางไปค้นหายาอายุวัฒนะที่กรุงศรีอยุธยาตามลายแทงที่ได้มาว่ามีอยู่ที่
วัดเจ้าฟ้า ซึ่งเป็นวัดอยู่กลางทุ่งเมืองกรุงเก่า
ในการเดินทางไปครั้งนั้นทำให้ต้องผจญกับเรื่องเร้นลับต่างๆและในที่สุดก็ไม่
สามารถค้นพบสิ่งที่ต้องการนั้นได้ตัวอย่างความบางตอนจากนิราศวัดเจ้าฟ้า
ในตอนที่ท่านผ่านเมืองสามโคกซึ่งเป็นชุมชนชาวมอญ
สุนทรภู่บันทึกเรื่องราวไว้ดังนี้ |
| |
เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา |
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง |
| |
ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด |
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง |
| |
ทั้งผ้าห่มตาถี่เหมือนสีรุ้ง |
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็ออมลงกรอมดิน |
| |
เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ |
เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล |
| |
นี่หากเห็นเป็นเด็กเหมือนเจ๊กจีน |
เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง |
นิราศอิเหนา
|
| นิราศ
เป็นนิราศที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของท่าน
โดยอาศัยเค้าเรื่องจากบทละครเรื่องอิเหนาตอน บุษบาถูกลมพายุหอบ
และอิเหนาออกติดตามค้นหา ซึ่งจะแตกต่างจากนิราศเรื่องอื่นๆ
ซึ่งเกิดจากการเดินทางใช้วิธีพรรณนาเกี่ยวกับสถานที่โดยสอดแทรกความรู้สึก
ของตนที่มีต่อคนรักเป็นส่วนใหญ่
แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากการเดินทางแต่อย่างใดคงใช้วิธีการให้อิเหนาที่
ต้องพลัดพรากจากนางบุษบาไปจึงพรรณนาคร่ำครวญเสียดายนางบุษบา เช่น |
| |
จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ |
หักอาลัยนี่ไม่หลุดสุดจะหัก |
| |
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก |
แต่ตัดรักนี่ไม่ขาดประหลาดใจ |
| คำประพันธ์บางบทแม้ว่าจะใช้คำธรรมดา แต่เมื่อสุนทรภู่ได้นำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันแล้ว ให้ทั้งอารมณ์ ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง เช่น |
| |
ตะลึงเหลียวเปลี่ยวเปล่าให้เหงาหงิม |
สุชลปริ่มเปี่ยมเหยาะเผาะเผาะผอย |
นิราศสุพรรณ
|
| เป็น
นิราศเรื่องเดียวที่แต่งด้วยคำประพันธ์โคลงสี่สุภาพ
และเป็นหนึ่งในสองเรื่องที่ท่านมิได้แต่งด้วยกลอน (เรื่องแรกคือ
กาพย์พระไชยสุริยา
)รูปแบบของโคลงสี่สุภาพที่ท่านแต่งนั้นก็เป็นไปในลักษณะเฉพาะของท่านกล่าว
คือ มีการเล่นสัมผัสในวรรค ทั้งสัมผัสสระ
และสัมผัสอักษรเช่นเดียวกับกลอนที่ท่านถนัด เช่น |
| |
กาเหยี่ยวเที่ยวว้าว่อน |
เวหา |
| |
ร่อนร่ายหมายมัจฉา |
โฉบได้ |
| ฯลฯ |
| |
บูราณท่านว่าน้ำ |
สำคัญ |
| |
ป่าต้นคนสุพรรณ |
ผ่องแผ้ว |
| |
แดนดินถิ่นสุวรรณ ธรรมชาติ |
มาศเอย |
| |
ผิวจึ่งเกลี้ยงเสียงแจ้ว |
แจ่มน้ำคำสนอง |
| ในนิราศสุพรรณนี้สุนทรภู่ได้เขียนรำลึกถึงความหลังเมื่อยังหนุ่ม เช่นตอนที่ท่านผ่านวัดชีปะขาว ได้เขียนไว้ว่า |
| |
วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ |
แรกเรียน |
| |
ทำสูตรสอนเสมียน |
สมุดน้อย |
| |
เดินระวางระวังเวียน |
หว่างวัด ปะขาวเฮย |
| |
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย |
สวาทน้องกลางสวน |
นิราศเมืองเพชร
|
| นิราศ
เรื่องนี้นักวรรณคดีลงความเห็นกันว่า
เป็นนิราศที่มีความยอดเยี่ยมในสำนวนกลอนรองลงมาจากนิราศภูเขาทอง
อาจจะเป็นเพราะความเชี่ยวชาญที่เพิ่มพูนขึ้นจากประสบการณ์ที่สั่งสมมายาวนาน
นายตำรา ณ เมืองใต้ กล่าวว่า สุนทรภู่มีความชำนาญเรื่องการใช้คำอย่างยิ่ง
เช่น ตอนพรรณนาถึงพวกลิงไว้ว่า |
| |
เวทนาวานรอ่อนน้อยน้อย |
กระจ้อยร่อยกระจิริดจิ๊ดจิ๊ดจิ๋ว |
| เห็นได้ว่าท่านจัดเอาคำซึ่งแสดงว่า เล็กลงตามลำดับได้หมดหรือลีลาการเล่นสัมผัสทั้งสระและอักษร เช่น |
| |
จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่ง |
ต้องคว้างแคว้งควานหานิจจาเอ๋ย |
| |
โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชย |
ชมแต่เตยแตกงามเมื่อยามโซ |
| ใน
ขณะนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา
และวรรณคดีไทยบางท่านโดยเฉพาะคณะแห่งสถาบันราชภัฏเพชรบุรี
และนักวิชาการของกรมศิลปากรได้เสนอแนวคิดว่า
สุนทรภู่น่าจะเป็นชาวเมืองเพชรบุรีดังเช่นที่ ภิญโญ
ศรีจำลองได้นำเสนอเอกสารที่เกี่ยวกับนิราศเมืองเพชรซึ่งค้นพบใหม่มีเนื้อ
ความแตกต่างไปจากเดิมว่า |
| |
ทั้งโบสถ์บ้านฐานที่ยังมีอยู่ |
แต่ท่านผู้ญาติกานั้นอาสัญ |
| |
เพราะกรุงแตกแยกย้ายพลัดพรายกัน |
จึงสิ้นพันธุ์พงศาเอกากาย |
| |
ที่เหล่ากอหลอเหลือในเนื้อญาติ |
เป็นเชื้อชาติชาวเพชรบุรียังมีหลาย |
| |
แต่สิ้นผู้ปู่ย่าพวกตายาย |
ญาติทั้งหลายมิได้รู้เรื่องบูราณ |
| นอกจากนั้นยังได้หลักฐานจากการที่สุนทรภู่นั้นเดินทางไปเพชรบุรีหลายครั้งจนมีภรรยาที่เป็นชาวเมืองเพชรด้วย |
นิราศพระประธม
|
| เป็น
นิราศที่ท่านแต่งขึ้นเมื่อครั้งไปนมัสการพระปฐมเจดีย์
ซึ่งในสมัยนั้นเรียกกันว่า พระประธม
นิราศเรื่องนี้สุนทรภู่ไดพยายามรำลึกถึงชีวิตในอดีตโดยเฉพาะเรื่องความรัก
ที่มีต่อหญิงหลายๆคน
บางคนที่ท่านมีความผูกพันมากก็จะพร่ำพรรณนาไว้อย่างลึกซึ้ง กินใจ
เช่นเมื่อเดินทางผ่านไปถึงคลองบางกรวย
สุนทรภู่มีจิตระลึกถึงแม่นิ่มซึ่งภรรยาอีกคนหนึ่ง และเป็นคนในท้องที่นั้น
ท่านพรรณนาไว้ว่า |
| |
เห็นคลองขวางบางกรวยระทวยจิต |
ไม่ลืมคิดนิ่มน้อยละห้อยหา |
| |
เคยร่วมสุขทุกข์ร้อนแต่ก่อนมา |
โอ้สิ้นอายุเจ้าได้เก้าปี |
| |
แต่ก่อนกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราก |
จึงจำจากนิ่มน้องให้หมองศรี |
| |
เคยไปมาหาน้องในคลองนี้ |
เห็นแต่ที่ท้องคลองนองน้ำตา |
| ความ
ดีเด่นของนิราศเรื่องนี้อีกประการหนึ่งคือ
การใช้โวหารเปรียบเทียบได้อย่างไพเราะงดงาม และกินใจมาก เช่น
ในตอนที่ท่านอธิษฐานถึงความรักต่อองค์พระปฐมเจดีย์ว่า |
| |
แม้นเป็นไม้ให้พี่นี้เป็นนก |
ให้ได้กกกิ่งไม้อยู่ไพรสัณฑ์ |
| |
แม้นเป็นนารีผลวิมลจันทร์ |
ขอให้ฉันเป็นพระยาวิชาธร |
| |
แม้นเป็นบัวตัวพี่เป็นแมลงภู่ |
ได้ชื่นชูเชยชมสมเกสร |
| |
เป็นวารีพี่หวังเป็นมังกร ์ |
ได้เชยช้อนชมทะเลทุกเวลา |
| |
แม้นเป็นถ้ำน้ำใจใคร่เป็นหงส์ |
จะได้ลงสิงสู่ในคูหา |
| |
แม้นเนื้อเย็นเป็นเทพธิดา |
พี่ขออาศัยเสน่ห์เป็นเทวัญ |
รำพันพิลาป
|
| รำพัน
พิลาปแม้มิได้เป็นบันทึกการเดินทางเช่นนิราศเรื่องอื่นๆแต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน
ภาษาและวรรณคดีก็จัดให้อยู่ในประเภทนิราศด้วยรำพันพิลาปนี้เป็นบันทึกเรื่อง
ราวเกี่ยวกับชีวิตของท่านโดยมีมูลเหตุจากสังหรณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น
ซึ่งเป็นความเชื่อของคนไทยสมัยนั้น กล่าวคือ |
| |
เงียบสงัดวัดวาในราตรี |
เสียงเป็ดผีหวีหวีดจังหรีดเรียง |
| |
หริ่งหริ่งเรื่อยเฉื่อยชื่นสะอื้นอก |
สำเนียงนกแสกแถกแสกแสกเสียง |
| |
เสียงแมงมุมอุ้มไข่มาใต้เตียง |
ตีอกเพียงผึงผึงตะลึงฟัง |
| จาก
นั้นยังฝันไปอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อตื่นขึ้นทำให้ท่านต้องแต่งรำพันพิลาปขึ้นมาคล้ายกับเพื่อเป็น
อนุสรณ์แห่งชีวิตของท่านนั่นเอง ดังเช่นเขียนไว้ว่า |
| |
นักเลงกลอนนอนฝันเป็นสันดาน |
เคยเขียนอ่านอดใจไม่ใคร่ฟัง |
| |
จะฝากดีฝีปากจะฝากรัก |
ด้วยจวนจักจากถิ่นถวิลหวัง |
| |
ไว้อาลัยให้ละห้อยจงคอยฟัง |
จะร่ำสั่งสิ้นสุดอยุธยา |
| นอกจากนั้นท่านยังบรรยายถึงวัดเทพธิดาราม ซึ่งเป็นวัดที่ท่านจำพรรษาอยู่ในขณะนั้นด้วย |
ประเภทนิทาน
|
โคบุตร
|
| เป็น
นิทานเรื่องแรกของสุนทรภู่
แต่งขึ้นเพื่อถวายเจ้านายในพระราชวังหลังพระองค์หนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับ
โคบุตรซึ่งเป็นลูกของพระอาทิตย์และนางอัปสร โดยฝากเลี้ยงไว้กับพญาราชสีห์
และนางไกรสร เมื่อเจริญชันษาโคบุตรซึ่งได้รับของวิเศษจากพระอาทิตย์ คือ
แหวน และสังวาล
และได้รับมอบใบยาวิเศษที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้มีชีวิตได้จากราชสีห์
ต่อจากนั้นจึงเป็นเรื่องาวการผจญภัยของโคบุตร
ดังที่จะคัดมาตอนหนึ่งในตอนท้ายที่โคบุตรมีพระมเหสีสองคน คือ นางอำพันมาลา
และมณีสาคร นางอำพันมาลาเห็นโคบุตรรักนางมณีสาครมากกว่าตน
จึงทำเสน่ห์ให้โคบุตรหลงรัก แต่อรุณกุมารได้แก้ไขเสน่ห์
โคบุตรโกรธมากถึงกับสั่งประหาร แต่อรุณกุมารขอร้อง
โคบุตรจึงขับไล่นางอำพันมาลาออกจากวัง ดังต่อไปนี้ |
| |
โฉมอำพันมาลาน้ำตาไหล |
เห็นชาวในพระสนมมาคับคั่ง |
| |
ค่อยหยุดยืนฝืนองค์ทรงประทัง |
เหลียวมาสั่งสาวสวรรค์กำนัลใน |
| |
จงปกป้องครองกันเป็นผาสุก |
อย่ามีทุกข์เศร้าสร้อยละห้อยไห้ |
| |
เรามีกรรมจำลาเจ้าคลาไคล |
หักพระทัยออกจากทวารา |